คำกลอนนักรบไทยโบราณ

กลอนสดุดีวีรชนผู้กล้าแห่งสมรภูมิทุ่งลาดหญ้า

ขอสรรเสริญ  วีรชน  ทุ่งลาดหญ้า
เหล่าผู้กล้า บรรพชน ผู้ห้าวหาญ
ชำนาญศึก ป้องไทย ให้ยืนนาน
นามไขขาน เกริกก้อง ท้องทุ่งไทย

ใช้ปัญญา ฟาดฟัน อริราช
ปกป้องชาติ ไทยยั้ง ยืนยงได้
เสียเลือดเนื้อ สละสิ้น แม้ตัวตาย
ด้วยใจหมาย ลูกหลาน สานสืบแทน

จะขอตั้ง ปณิธาน สานสืบต่อ
ข้าจะขอ ป้องปก ทุกถิ่นแคว้น
จะรักชาติ ยิ่งชิพ ยอมพลีแทน
จะหวงแหน แผ่นดิน ถิ่นทองไทย

จะรักษา แผ่นดิน ให้ลูกหลาน
จะขอสาน เจตนา รักษาไว้
จะยอมพลี แม้ชีพ จะมอดไหม้
มิยอมให้ ใครรุก ราญแผ่นดิน



กลอนกรุงศรี

 
   

............กรุงศรีอโยธยาข้าวปลาพร้อม
....ประณตน้อมรุ่งเรืองดั่งเมืองฟ้า
....มีองค์พระมหากษัตริย์ขัติยา 
... ทรงนำหน้าพร้อมธรรมอันอำไพ

 
   
............เจ้าพระยา-ป่าสักไหลจักอ้อม
....เป็นน้ำล้อมรอบเมืองรุ่งเรืองไซร้
....ลพบุรีมารวมด้วยอำนวยชัย
....รวมกันไปหนึ่ีงเดียวกลมเกลียวดี
 
   
............ทั้งการค้ามาขายมิได้ขาด
....มีหลายชาติภาษาคู่ค้านี้
....มีไม้สักงาช้างแก่นฝางดี
....ใช้ย้อมสีผ้าไหมสดใสจริง
 
   
...........มีกำแพงสูงต่อเป็นหอรบ
....ช่องยิงครบสร้างไว้ภูมิใจยิ่ง
....ข้าศึกมาข้าตื่นขึ้นยืนยิง
....เล็งจนนิ่งที่เดียวแล้วเหนี่ยวไก
 
   
...........มีวัดวาอารามช่างงามงด
.....เจดีย์สดสีทองเมื่อมองใกล้
....โบสถ์หลังคาบราลีที่สีใส
....สะท้อนไปวาบวับงามจับตา
 
   
...........พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทนั้น
....เขาเล่ากันสีทองจับท้องฟ้า
....ช่างงามงดสุดสรรจะพรรณนา
....อนิจจาเหลือเพียงแต่เสียงลือ
 
   
..........พระที่นั่งบรรยงรัตนาสน์
....งามผุดผาดจริงแท้เหลือแต่ชื่อ
....อยู่กลางเกาะเลาะเดินจนเพลินฤา
....เสียงฝึกปรือทหารเตรียมการไว้
 
   
..........พระที่นั่งวิหารสมเด็จนั้น
....อยู่ติดกันสรรเพชญ์พระเสด็จใช้
....ทรงว่าราชการทั้งคู่อยู่ภายใน
....ให้ชาวไทยมีสุขปลอดทุกข์ภัย
 
   
............พระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์
....ก็สูญสิ้นตำนานเหลือฐานไว้
....เข้าเดินชมเพลินเพลงวังเวงใจ
....เห็นสระใหญ่ไร้บัวพากลัวผี
 
   
............พลับพลาตรีมุขเก่าเขาเล่าว่า
....พระราชาบวงสรวงพ่อหลวงนี้
....ตั้งตรงที่เขาจัดเครื่องบัดพลี
....ดอกไม้มีสีงามอร่ามตา
 
   
............วัดพระศรีสรรเพชญ์อย่าเอ็ดไป
....เห็นพระใหญ่กลางแสงที่แรงจ้า
....ได้เดินชมแดดร้อนจนอ่อนล้า
....แผ่นเสมาเขาปักเป็นหลักไว้
 
   
............เห็นเป็นแผ่นเสมาศิลาล้ม
....บางแผ่นจมแผ่นแตกเขาแยกไกล
....แผ่นนั้นแผ่นนี้มาต่อก็น่าใช่
....แต่ทำไมปล่อยแยกให้แตกกัน
 
   
............แผ่นเสมายังแตกแล้วแยกที่
....หลายคนชี้สีซีดเขากีดกั้น
....แม้ป่าเขายายเที่ยงก็เกี่ยงกัน
....คนบางพวกนั้นถางป่าขึ้นฝ่าไป
 
   
............แล้วจึงเอาเสาศิลาเข้ามาปัก
....เป็นรั้วรักชักแนวเป็นแถวใกล้
....ตอนนี้ป่าแล้งจังระวังไฟ
....หญ้าคาไหม้อาจอ้อมไฟล้อมเอา
 
   
..........บนยอดเขายา่ยเที่ยงนกเลี่ยงบิน
....มีพื้นกว้างเป็นหินยุคถิ่นเก่า
....พวกอยู่ล่างถูกจับถึงกับเฉา
....ตีหน้าเศร้าเล่าความเพราะตามควาย
 
   
............ขอย้อนมากรุงศรีอโยธยา
....อนิจจาพระหินยังบินหาย
....พระเศียรขาดพลาดท่าเหมือนพระตาย
....ช่างโหดร้ายใครทำระยำแท้
 
   
............ผนังอิฐดูเก่าเหมือนเมายา
....เอนเอียงมาขายันพอกันแก้
....ถ้านานไปยักษ์ขย่มต้องล้มแน่
....จะดูแลเพียงนี้หรือพี่จ้า
 
   
............เห็นอิฐปูตะแคงรับแรงกด
....เพราะรู้ลดอิฐหนุนมีคุณค่า
....ใช้ปูทางวางสลับไกลลับตา
....ตอนนี้หนาผุพังในวังเก่า
 
   
............อิฐเก่าเก่าแผ่นเดียวนั้นมีค่า
....พระราชาตรัสไว้ดังเขาเล่า
....อาจสามารถสร้างอยู่อย่าดูเบา
....รวมกันเข้าติดต่อก่อกำแพง
 
   
...........สร้างป้อมค่ายรายรอบเป็นขอบคัน
....ช่วยป้องกันศัตรูผู้กำแหง
....หากศึกล้อมกรุงก่อนพอผ่อนแรง
....ต้องยุทธ์แย้งยิงใส้ทำลายมัน
 
   
............ป้อมปืนใหญ่ใช้ยิงตรงยิ่งนัก
....กระสุนจักไกลกะระยะนั้น
....เอาดินดำอัดใส่เข้าไว้พลัน
....ลูกเหล็กดันปิดบอกยิงออกไป
 
   
............ใช้ลีลาการยุทธ์อย่าหยุดยิง
....เป็นเป้านิ่งยิงกลับรับไม่ไหว
....หาที่หลบให้ทันไม่บรรลัย
....กำแพงใหญ่เห็นดีพ้นที่ตาย
 
   
............หลักการยิงปืนใหญ่ต้องไม่ผิด
....ควรยิงติดปิดก่อนจุดอ่อนหาย
....กำลังหลักฝ่ายเขาคือเป้าหมาย
....ต้องทำลายจุดอ่อนลงก่อนใคร
 
   
............หากข้าศึกบุกเข้าถึงเรานี้
....ให้เข้าตีตรงหน้าอย่าช้าไซร้
....เมื่อข้าศึกอ่อนแรงแทงทันใด
....ตรงหัวใจกองทัพจะคับขัน
 
   
............เมื่อเห็นว่าข้าศึกจะถอยหนี
....เข้ารุกโหมโจมตีถึงที่มั่น
....หากฝ่ายเขาถอนม้าจนขาสั่น
....ให้ปล่อยพลันหนีไปแล้วไล่ยิง
 
   
............เมื่อเห็นว่าข้าศึกหนีหามีไม่
....อย่าช้าไซร้พินิจดูจนรู้ยิ่ง
....แล้วครอบครองพารารักษาจริง
....แต่อย่าทิ้งทหารกล้าเรียกมาใช้
 
   
 
บทประพันธ์ พลตรีพิจิตร ขจรกล่ำ
 
 
วันพฤหัสบดีที่ ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
 
 

กลอนศึก

 
   

............อันการศึกตรึกตามทั้งสามแบบ
....อย่ามองแคบแอบใช้ไม่ให้รู้
....ต้องข่าวเด่นเป็นยอดให้สอดดู
....ถึงคราวสู้ผู้ร้ายต้องตายแน่

 
   
............จะตั้งรับยับยั้งกำลังเหลือ
....สร้างความเชื่อเผื่อมองว่าของแท้
....กำลังใจเป็นต่อเพื่อพ่อแม่
....ไม่ถึงแพ้แต่เราอย่าเมามัว
 
   
............ยึดหลักการหาญกล้าต้องท้ารบ
....พระพุทธนบจบไหว้กันใจชั่ว
....คำไหว้วอนสอนสั่งยังดังทั่ว
....แม้รักตัวกลัวตายไม่หายหนี
 
   
............ศึกพม่าข้าพบเจนจบแล้ว
....ต้องคล่องแคล่วหลบไว้ให้ไกลผี
....ไม่รบนานผลาญลงให้จงดี
....ถึงพรุ่งนี้มีแน่พ่อแม่ชม
 
   
............หากรบรุกบุกเข้าตอนเช้าตรู่
....จะต้องรู้ผู้ร้ายต้องตายล้ม
....จงทำลายสายข่าวเรื่องราวล่ม
....อยู่ใต้ลมสมจิตจงคิดเตือน
 
   
............จุดศูนย์ดุลหนุนได้ต้องตายก่อน
....ไม่รีบร้อนก่อนฆ่าอย่าป่าเถื่อน
....จงซักถามตามกฎไม่ลดเลือน
....แล้วเชือดเฉือนทันทีเป็นผีไป
 
   
............ถ้าติดพันมันลึกชักศึกหนี
....รีบเร็วรี่ขี่ม้าอย่าช้าไซร้
....ให้ถอนตัวรัวกลองแล้วล่องไกล
....ไปให้ไกลพ้นกะระยะยิง
 
   
............ขอให้แต่งกองกลเข้าชนไว้
....อย่านานไปได้ทีก็หนีวิ่ง
....ถ้าตามมาพารุมแล้วซุ่มยิง
....ต้องล้มกลิ้งยิงตัวถูกหัวตาย
 
   
 
บทประพันธ์ พลตรีพิจิตร ขจรกล่ำ
 
 
วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

กลอนดาบน้อย

 
   

..........อันดาบน้อยคอยซ่อนในบ่อนฝัก
....เจ้าของรักจักดูย่อมรู้ใช้
....อักขระบรรจงเขาลงไว้
....เรียงกันไปเห็นมีอยู่ที่คม

 
   
 
............เป็นคาถาอาคมใช้ข่มศึก
....รอยจารึกศึกมาถูกข้าข่ม
....ดาบมีพิษถูกปลายต้องตายล้ม
....ขอชื่นชมพิษงูอย่าดูเบา
 
   
............อย่าดูหมิ่นเห็นผิดว่าพิษน้อย
.... เพียงแค่รอยสะกิดก็พิษเข้า
....หากพิษเข้าเฉานานอาการเมา
....จะหมองเศร้าตาหลับกลับบ้านเก่า
 
 
   
 
..........เสลดพังพอนครูสอนใช้ถอนพิษ
....อย่าหยิบผิดโขลกไว้แล้วใส่เหล้า
....จะช่วยถอนพิษสุมที่รุมเร้า
....จงปิดเข้าที่แผลพอแก้ได้
 
   
 
บทประพันธ์ พลตรีพิจิตร ขจรกล่ำ
 
 
วันเสาร์ที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

กลอนตำนานหอก

 
   
............อนิจจาอย่าห้ามเมื่อยามรบ 
....ดาบกระทบพบต้องเกือบร้องไห้
....เลือดขึ้นหน้าโกรธาถึงตาลาย
....เราก็ชายหมายเป็นดังเช่นครู
 
   

............อันการรบรบได้ไม่ตายดอก
....จงใช้หอกแทงเอาถ้าเขาสู้

....แล้วป้องปัดหัดแทงทแยงดู
....เรียนต่อสู้รู้รบเจนจบไป

 
   

............ตำนานหอกเรื่องเก่าเขาเล่าว่า
....มียักษาหาเลาะเจาะน้ำไซร้

....ใช้หอกนั้นปั่นดินถึงถิ่นไกล
....พบน้ำใสใหม่สุดขึ้นผุดมา

 
   

............ทัพพระรามยามนี้จึงมีน้ำ
....ชีวิตงามน้ำใสดั่งใจข้า

....ได้หล่อเลี้ยงกองทัพพระราชา
....คือที่มานามไซร้ชัยบาดาล

 
   

..........โมกขศักดิ์ปักอกพระลักษณ์นั้น
....วุ่นวายกันด้วยอสุรามาสังหาร

....ปักอกแน่นด้วยฤทธิ์ตามตำนาน
....จึงไหว้วานหนุมานทหารกล้า

 
   

............ซึ่งเป็นลูกของพายเทวัญ
....ไปห้ามพระสุริยันในชั้นฟ้า

....ให้ไปเก็บสังกรณีตรีชวา
....ยังเขาสรรพยาก่อนมานั้น

 
   
............กับน้ำปัญจมหานที
....รวมกันนี้มาบดเข้าใส่กัน

....ต้องนำมาถึงก่อนดวงตะวัน
....ใช้รดพลันหอกถอนจึ่งนอนดี
 
   
............ตรีชวานี้มีคุณสมานแผล
....เห็นพ่อแก่แกตำขยำขยี้

....แล้วจึงทาลงไปให้ถูกที่
....รับรองดีแผลเป็นไม่เห็นเลย
 
   
 
บทประพันธ์ พลตรีพิจิตร ขจรกล่ำ
 
 
วันอาทิตย์ที่ ๒๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

กลอนอาวุธคู่กาย

 
   
............อันอาวุธสุดดีตอนที่ใช้ 
....กวัดแกว่งไปฟันลงที่ตรงหน้า
....ใช้โล่รับดันไปให้ไกลตา
....ไม่รอช้าฟาดลงให้ตรงคอ
 
 
   
 

............มีโล่งามสีกาเป็นหน้ากาล
....มันทนทานปกกายมีลายต่อ

....เขาสร้างไว้ให้แข็งรับแรงพอ
....ถึงฟันต่อติดตัวอย่ากลัวมัน

 
   

..........จะรบกับอีกฝ่ายอย่าหน่ายหนี
....ร่วมกันตีตรงหน้าใช้ม้ากั้น

....ใช้ดาบหอกทั้งทวนแทงสวนมัน
....แทงพร้อมกันยันไว้พอให้อยู่

 
 
   
 

..........ให้หลอกล่อกองหลังล้อมฝั่งขวา
....เอาโล่มาดันยุทธ์ให้สุดกู่

....ดันต่อไปดันอกจนตกคู
....แล้วจึงกรูทิ่มแทงด้วยแรงชน

 
   

............จงตรวจตราจับผิดแล้วปิดกั้น
....ฝ่ายเขานั้นล้มตายจึงขยายผล

....ยึดพื้นที่แล้วพาประชาชน
....ให้สวดมนต์ขอพรตอนก่อนนอน

 
 
   
 
บทประพันธ์ พลตรีพิจิตร ขจรกล่ำ
 
 
วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๓
 
 
© Engine by libazz.com Powered by Startup Design & Network™